สรุปเนื้อหา วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ชุดที่ 2
การสรุปความ (Inference)
- หลักการ: การสรุปความคือการดึงข้อมูลจากข้อความที่กำหนดให้ และหาข้อสรุปที่สมเหตุสมผลที่สุด แม้จะไม่จำเป็นต้องเป็นจริงเสมอไป แต่ต้องมีแนวโน้มที่จะเป็นจริงตามข้อมูลที่ให้มา
- ตัวอย่างที่ 1: "นักเรียนที่เรียนเก่งส่วนใหญ่มักจะอ่านหนังสือเป็นประจำ สมศรีเป็นนักเรียนที่อ่านหนังสือเป็นประจำ" ข้อสรุปที่สมเหตุสมผลที่สุดคือ "สมศรีอาจจะเป็นนักเรียนที่เรียนเก่ง" ไม่ใช่ "สมศรีเป็นนักเรียนที่เรียนเก่ง" เพราะคำว่า "ส่วนใหญ่" บ่งบอกว่าไม่ใช่ทุกคนที่อ่านหนังสือแล้วจะเรียนเก่ง
- ตัวอย่างที่ 2: "นักเรียนที่เรียนเก่งมักจะได้รับรางวัล" การอนุมานที่สมเหตุสมผลที่สุดคือ "ถ้าสมชายได้รับรางวัล แสดงว่าสมชายอาจจะเป็นนักเรียนที่เรียนเก่ง" (ไม่ใช่ข้อสรุปที่แน่นอน)
การเปรียบเทียบและความสัมพันธ์ (Comparison and Relationship)
- หลักการ: หาความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งต่างๆ อาจเป็นความเหมือน ความต่าง หรือความสัมพันธ์เชิงเหตุผล
- ตัวอย่างที่ 1: การเปรียบเทียบ "สุนัข : แมว" เป็นการเปรียบเทียบสัตว์เลี้ยง
- ตัวอย่างที่ 2: ความสัมพันธ์เชิงเหตุผล "การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทำให้สุขภาพแข็งแรง" เป็นความสัมพันธ์ที่การกระทำหนึ่งนำไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง
ตรรกศาสตร์ (Logic)
- หลักการ: ใช้กฎเกณฑ์ทางตรรกะเพื่อหาข้อสรุปที่ถูกต้องจากข้อมูลที่กำหนดให้
- กฎที่ 1: การถ่ายทอด (Transitivity): ถ้า A > B และ B > C แล้ว A > C
- กฎที่ 2: Modus Ponens: ถ้า A แล้ว B, A เป็นจริง ดังนั้น B เป็นจริง
- กฎที่ 3: Modus Tollens: ถ้า A แล้ว B, B ไม่เป็นจริง ดังนั้น A ไม่เป็นจริง (ตัวอย่าง: ถ้าฝนตก ถนนจะเปียก ถ้าถนนไม่เปียก แสดงว่าฝนไม่ตก)
- ตัวอย่าง: ถ้า “ทุก A คือ B” และ “บาง C คือ A” แล้ว “บาง C คือ B” เป็นจริง
- ตัวอย่าง: จากข้อมูล: ถ้า A แล้ว B, ถ้า B แล้ว C. ข้อสรุปที่ถูกต้องคือ ถ้า A แล้ว C
อนุกรม (Series)
- หลักการ: หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวเลขหรือสิ่งต่างๆ ในลำดับ แล้วทำนายสิ่งที่ควรจะมาต่อ
- ตัวอย่าง: ลำดับตัวเลข 2, 6, 12, 20, 30, … ตัวเลขถัดไปคือ 42 (ความแตกต่างเพิ่มขึ้นทีละ 2: 4, 6, 8, 10, 12)
- ตัวอย่าง: ลำดับตัวเลข 2, 6, 12, 20, ? ตัวเลขถัดไปคือ 30
คำศัพท์ (Vocabulary)
- หลักการ: เข้าใจความหมายของคำและความสัมพันธ์ระหว่างคำ
- คำเหมือน (Synonym): คำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน (ตัวอย่าง: อุปสรรค = ปัญหา)
- คำตรงข้าม (Antonym): คำที่มีความหมายตรงกันข้าม (ตัวอย่าง: ประหยัด = ฟุ่มเฟือย หรือ สุรุ่ยสุร่าย)
การแก้สมการ (Equation Solving)
- หลักการ: ใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์เพื่อหาค่าตัวแปรที่ไม่ทราบค่า
- ตัวอย่าง: ถ้า 2x + 3 = 7 แล้ว x มีค่าเท่าไร? (คำตอบ: x = 2)
สำนวน (Idioms)
- หลักการ: เข้าใจความหมายของสำนวนไทย
- ตัวอย่าง: สำนวนที่ถูกต้องคือ "ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่"
การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis)
- หลักการ: ดึงข้อมูลที่จำเป็นจากชุดข้อมูลที่ให้มา และใช้ข้อมูลนั้นในการคำนวณหรือหาข้อสรุป
- ตัวอย่าง: บริษัทแห่งหนึ่งมีพนักงาน 100 คน เป็นชาย 60 คน และหญิง 40 คน ถ้า 20% ของพนักงานชายและ 30% ของพนักงานหญิงสูบบุหรี่ จงหาจำนวนพนักงานทั้งหมดที่ไม่สูบบุหรี่
- พนักงานชายที่สูบบุหรี่: 60 * 0.20 = 12 คน
- พนักงานหญิงที่สูบบุหรี่: 40 * 0.30 = 12 คน
- พนักงานทั้งหมดที่สูบบุหรี่: 12 + 12 = 24 คน
- พนักงานทั้งหมดที่ไม่สูบบุหรี่: 100 - 24 = 76 คน
- ตัวอย่าง: บริษัทแห่งหนึ่งมีพนักงาน 100 คน เป็นชาย 60 คน และหญิง 40 คน ถ้า 25% ของพนักงานชาย และ 50% ของพนักงานหญิง มีรถยนต์ส่วนตัว จงหาจำนวนพนักงานทั้งหมดที่มีรถยนต์ส่วนตัว
- พนักงานชายที่มีรถยนต์: 60 * 0.25 = 15 คน
- พนักงานหญิงที่มีรถยนต์: 40 * 0.50 = 20 คน
- พนักงานทั้งหมดที่มีรถยนต์: 15 + 20 = 35 คน
การหาคำที่แตกต่าง (Odd One Out)
- หลักการ: หาคำที่ไม่เข้าพวกกับคำอื่นๆ ในกลุ่ม โดยพิจารณาจากความหมาย ประเภท หรือลักษณะอื่นๆ
- ตัวอย่าง: แครอท แตกต่างจากคำอื่นๆ เพราะเป็นผัก ในขณะที่คำอื่นๆ อาจเป็นผลไม้หรือสิ่งของอื่นๆ
- ตัวอย่าง: ผักชี แตกต่างจากคำอื่นๆ เพราะเป็นเครื่องเทศ ในขณะที่คำอื่นๆ อาจเป็นผัก
- ตัวอย่าง: มะเขือเทศ แตกต่างจากคำอื่นๆ เพราะเป็นผัก ในขณะที่คำอื่นๆ เป็นผลไม้
การเติมคำในช่องว่าง (Fill in the Blank)
- หลักการ: เลือกคำที่เหมาะสมที่สุดที่จะเติมในช่องว่าง โดยพิจารณาจากความหมายและบริบทของประโยค
- ตัวอย่าง: ความซื่อสัตย์เป็น _____ ที่สำคัญสำหรับความสำเร็จ (คำตอบ: คุณสมบัติ)
การเรียงลำดับเหตุการณ์ (Event Sequencing)
- หลักการ: เรียงลำดับเหตุการณ์ตามลำดับเวลาที่เกิดขึ้น
- ตัวอย่าง: ก. ซื้อเมล็ดพันธุ์ ข. เก็บเกี่ยวผลผลิต ค. เตรียมดิน ง. หว่านเมล็ด (คำตอบ: ค ก ง ข)
การวิเคราะห์ข้อความ (Statement Analysis)
- หลักการ: วิเคราะห์ข้อความที่ให้มาเพื่อหาความจริงหรือความเท็จ และหาผู้ที่พูดความจริง
- ตัวอย่าง: ถ้า A พูดว่า 'B โกหก' และ B พูดว่า 'C โกหก' และ C พูดว่า 'A และ B โกหก' ใครพูดความจริง (คำตอบ: A)
การให้เหตุผล (Reasoning)
- หลักการ: พิจารณาข้อเท็จจริงและให้เหตุผลอย่างมีตรรกะเพื่อสรุปผลลัพธ์ที่เป็นไปได้
ความหมายใกล้เคียง (Similar Meaning)
- หลักการ: พิจารณาคำที่มีความหมายใกล้เคียงกันมากที่สุด
- ตัวอย่าง: คำที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า 'ประนีประนอม' มากที่สุด คือ อะลุ่มอล่วย
เคล็ดลับ
อ่านสรุปนี้ให้เข้าใจก่อนทำข้อสอบ จะช่วยให้ตอบคำถามได้ดีขึ้น
โหลดได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิกเพื่อดาวน์โหลด PDF